มโนภาพผุดไวมาก แต่สิ่งที่หยุดได้คือความกลัว
ความกลัวมาพร้อมกับสติ
สติทำให้เรากับมาอยู่กับปัจจุบัน
พอเรากลัวสิ่งหนึ่งในช่วงเวลาขณะนั้น
เราจะไม่อยากนึกไปถึงภาพเลวร้ายที่เกิดขึ้น
เสียงที่ได้ยิน เราพยายามที่จะหยุดฟังมันด้วยสติ
เพื่อให้เกิดความกลัวน้อยลง
สิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตของเราคือ มันเงียบ มันนิ่ง
มันได้ยินดังขึ้น มันใกล้ขึ้น
แล้วเราก็เอาอีกเสียงในใจกลบเสียงที่ได้ยินจากความกลัว
เหมือนท่องมนต์อยู่ในภวังค์
แล้วเสียงที่ได้ยินก็พลันหายไป พร้อมกับการหลับไหลของตัวเราเพียงครู่นิ่ง
กายตื่นตอนไหนไม่รู้ได้
แต่เสียงรอบกายก็หายไปตามกาล เสียงก็มาพบแล้วก็พาล
แต่ความฟุ้งซ่านในสมองชั่วหนึ่งยังมิอาจหายไป
ยังติดอืออึ้งอยู่ในหัว วนมันไปตามอดีต ภาพคาดการณ์ในอนาคต
จิตให้อยู่กับปัจจุบัน ขณะ ไม่ใช่ททำได้โดยง่ายได้
เรามีความสุข หลงใหลกับมโนภาพ ทั้งที่เกิดขึ้นและยังไม่เกิดขึ้น
เรามีความทุกข์ หลงใหลกับมโนภาพ ทั้งที่เกิดขึ้นและยังไม่เกิดขึ้น
หนูไม่รู้หรอกว่า เราจะหยุดความฟุ้งซ่านอย่างไร
แต่ถ้าตราบใดที่เรายังปล่อยให้ความฟุ้งซ่านทำงานของมันไปเรื่อยๆ
จิตเราก็จะไม่หยุดนิ่ง จิตเราชอบวิ่งนี้เข้าหาสิ่งที่เราสั่งสมไปเรื่อยๆ
จิตมันคิดว่าเราชอบ
ใจที่มันมโนไปตามความคิด มันก็ปรุงแต่งของมันไปเรื่อย
มันไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่ใช้สติดู
เราก็ยังคงปล่อยให้จิตมันไหลไปตามความคิด
ไปตามมโนภาพ ไปตามการรับรู้
แล้วที่หนักซ้ำคือการขยายความต่อความคิดไปเรื่อย
ปรุงไปทั้งในอดีตและอนาคตออกมาเรื่อยๆ
จิตที่ปรุงแต่งไปตามสภาวะจิตที่คิด ที่ฟุ้ง ขยายไปเรื่อยๆ
คำว่า จิตอยู่กับปัจจุบัน นั่นคือสิ่งที่ทำได้โคตรยากเลย
ถ้าเข้าใจเส้นทางจริงๆ ดับเบิ้ลยาก
เห็นง่าย เข้าใจว่ายากแล้ว ทำยากยิ่งกว่า
เพราะมนุษย์มีการรับรู้ใหม่เข้ามาได้ทุกวัน
จิตที่หยุดแค่การรู้ โคตรยากเลย
แต่ก็ต้องฝึกต่อไป
-------------------------------------------------
บันทึกโดย น้องใหม่