วันเสาร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2561
เบื่อ
เบื่อแหะ อืม...... ความรู้สึกนี้คืออะไร
บางครั้งเราอยู่นิ่งๆ เราก็เบื่อ
บางครั้ง งานล้นมือ เราก็เบื่อ
บางครั้ง วุ่นวายในหัว เราก็เบื่อ
ความเบื่อมันคืออะไรกันแน่นะ
มันคงเป็นสภาวะหนึ่งของจิต ที่เราต้องเห็น และรับรู้
ไม่ใช่ว่าความเบื่อมันไม่ดีนะ
อดจะคิดถึง คำพูดของคนๆหนึ่งไม่ได้แหะ
เมื่อเรารู้สึกว่าเบื่อ แสดงว่า เราเริ่มไม่อยากได้อะไรในชีวิตละ
เราเริ่มเห็นว่า ชีวิตไม่มีอะไรน่าสุนทรีย์
อืม...... เราเริ่มเข้าใจละ ว่าเป้าหมายคืออะไร
การมีชีวิตอยู่คืออะไร
ใช่แล้ว การฝึกให้ตัวเราไม่ยึดกับอะไร แต่ไม่ใช่ว่า เราจะไม่ทำอะไรเลย
เรายังต้องทำหน้าที่ในปัจจุบันให้ดี ทำสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน
แต่ใจไม่ต้องไปยึดกับมันมากนัก
แค่ลงมือทำงานให้เสร็จ ในทุกๆวัน งานที่ต้องทำ ต้องรับผิดชอบ
ลงมือทำให้เสร็จไปเรื่อยๆ
อยากอยากได้ อยากมี อยากเป็น มีในทุกจิตแหละ
แต่ธรรมะสอนให้เราเข้าใจ ให้เราปล่อยวาง ให้เราไม่ยึดกับสิ่งใด
ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จิตใจเราก็เข้าธรรมะได้
ไม่ใช่ว่าให้ทุกอย่างมันหมุนไปตามโลกอยู่แบบนั้น
แล้วเราไม่ทำอะไรเลย นั่นมันผิดทางแล้วละ
เราก็ลงมือทำไปเรื่อยๆ แบบไม่ต้องสนใจอนาคตมากนัก แค่ลงมือทำกิจที่เราต้องทำ
แบ่งเวลาส่วนหนึ่งให้กับจิตของเราในการฝึก เพื่อจะได้มีสติ
แบ่งเวลาส่วนหนึ่งให้เราทำในสิ่งที่เราชอบทำในชีวิต
ไม่งั้นเราจะใช้ชีวิตแบบที่เราคิดว่า เราไม่มีคุณค่าในการใช้ชีวิต
การใช้ชีวิตแบบมีแบบแผน ลงมือทำ มีคุณค่าในตัวเอง
มองย้อนกลับไปก็อมยิ้มได้
กำลังใจคือสิ่งที่ดี กำลังของใจ ถ้าใจสู้ อะไรก็ฉุดไม่อยู่
ถ้าใจท้อ ต่อให้มีทุกสิ่ง ก็ทำอะไรไม่ได้เลย
ปัญหามีอยู่ทุกทางเดินแหละ
ถ้าใจเราพร้อมรับ พร้อมสู้ พร้อมเผชิญ
ก็ไม่มีอะไรเลยนะที่น่ากลัว
บนโลกใบนี้มีไม่กี่อย่างที่เราควรกลัวนะ
จิตใจเราคิดไม่ดีกับคนอื่นควรกลัว
เพราะสิ่งที่เราคิด จะส่งผลต่อตัวเราและคนอื่น ต้องหยุดมันที่ความคิด
อย่าให้นางมารร้ายที่ไม่ดีโผล่ออกมา
คนเรามีนางมารร้ายอยู่ในใจทุกตนนั่นแหละ
ว่าแล้วก็ไปทำงานต่อดีกว่า
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เข้าใจตัวเอง และต้องรู้ว่า กำลังทำอะไรอยู่
นั่นละคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตแล้วละ
-----------------------------------------------
บันทึกโดย น้องใหม่
วันศุกร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2561
งานเขียน
เริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขจังเลยกับการได้เขียนความคิดออกมาจากสมองอันน้อยนิด
อธิบายไม่ถูกเหมือนกันนะ เพราะอะไรนะหรือ อืม...เหมือนได้คุยกับตัวเอง
ได้เข้าใจตัวเองมากขึ้น แล้วรู้สึกว่า งานเขียนคือการระบายความคิด
อยากเล่าเรื่องราวมากมาย อยากเก็บความรู้สึกเหล่านั้นไว้ในช่วงหนึ่งของชีวิต
เราก็ตอบตัวเราเองได้ไม่มากนะ แต่เราคิดว่า เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดกรรมน้อยที่สุดกระมั่ง
งานเขียนที่อาจจะสามารถช่วยใครได้อีกในหลายคน
งานเขียนที่สามารถบันทึกเรื่องราวและความทรงจำได้
งานเขียนที่สามารถตราตรึงความรู้สึกที่งดงามและทุกข์แสนเศร้า
ทุกอย่างเก็บไว้เป็นตัวอักษร ไม่ได้งดงามมากมาย
แต่มันถูกถ่ายทอดออกมาจาก สิ่งที่อยู่ในใจ
ใครหลายคนที่ไม่สามารถเข้าใจใครต่อใครได้
ใครหลายคนที่อยากให้ใครอื่นมาเข้าใจ
ใครหลายคนที่ยังสับสนในความเป็นตัวเราเอง
และใครอีกหลายคนที่ไม่รู้ว่าเดินทางวันนี้เพื่ออะไร
บางครั้งสิ่งโลดแล่น สิ่งใดที่หลุดกรอบในความคิด
บางครั้งสิ่งที่คิดวาดฝันในจินตนาการ
บางครั้งสิ่งสวยงามนานานับประการ
ไม่ได้เป็นอย่างสิ่งที่คิดฝัน อย่างง่ายดาย
สิ่งที่ต้องกลับมานั่งคิด นั่งเข้าใจ คือการอยู่กับตัวเองให้มาก
รู้ความต้องการของตัวเอง รู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับจิตของตัวเอง
โลกก็วนไปแบบทางโลกธรรมไปเรื่อยๆอยู่อย่างนั้น
ธรรมมะ หรือมาจากเดิมคือ ธรรมชาติ
อยู่ที่ใครจะมองให้เห็นว่าสัจธรรม ความจริงอยู่ที่ไหน
เราจะหลงโลก โลกียะ ไปอีกนานแค่ไหนกัน
เมื่อถึงพร้อม หมดซึ่งกรรม ก็ลาไป
สิ่งที่เราทำได้ในวันนี้มีสิ่งใดบ้างนะ
อิสระจากการจองจำจิตใจ ถ้าไม่ฝึก ก็ถูกยึดอยู่แบบนั้น
ไม่ใช่ว่าใครมายึดเราไว้นะ
แต่เป็นจิตเราต่างหากที่ยึดจากทุกสิ่ง
ยึดความโลภ ยึดความหลง ยึดความสุข ยึดความทุกข์ ยึดความโกรธ
ใครละที่ยึดกัน ดูให้ดีนะ มีแต่เราทั้งนั้นแหละที่ไปยึด
ยิ่งยึดมาก อัตตายิ่งเพิ่มพูน เกาะกินใจ ไม่ไปไหน
จิตคนึงหา ทำสิ่งเดิม อยากได้มากเพิ่มทวี
ละได้หมดทั้งสิ้น ทุกสิ่ง ออกจากใจ ก็หลุดพ้นเอย
-------------------------------------------
บันทึกโดย น้องใหม่
วันจันทร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561
ชีวิต
หากวันนี้ลาลับจากโลกนี้ไป ผู้คนต่างโศกาและพูดถึง
หากวันนี้ลาลับจากหายจากผู้ชน ผู้คนต่างพูดถึงเมื่อห่างหาย
แล้วจากเป็นจากตาย ต่างกันเฉกเช่นใดเล่า
ทำไมมนุษย์เศร้าหมอง สิ่งที่พึงเกิดในทุกวัน
บ่วง พันธนาการที่ปิดล้อมในดวงจิต
สิ่งที่ผูกรัดแน่น ให้ไปแห่งไหน มิได้เลย
ยิ่งอยู่บนโลก ยิ่งสร้างบ่วงไว้รัดตึง
มีสิ่งใด อยากได้ แล้วไม่อยากได้เพิ่มพูนขึ้น
มีสิ่งไหน มีอยู่แล้ว ไม่อยากให้สูญหาย
มีสิ่งไหนที่จะไม่ทุกข์เหมื่อกลับกลาย
แล้วสิ่งใดที่มิเคยเปลี่ยนแปรเอย
ดูจับจิตเฝ้าคิด พึงสังวรณ์
ไม่พบสิ่งใด มิเศร้าหมอง
เรากังวลในบ่วง เพราะผูกรัด จากจิตยึด
จิตติดสุข เฝ้าคิดถึง มโนภาพ อันสวยงาม อย่างหลงใหล
จิตตมทุกข์ เฝ้ายึดติด สิ่งใดที่ขัดใจ อย่างจมปลัก
เราเกิดมา มีสิ่งใด ไม่เป็นบ่วง
ห่วงพี่น้อง พ่อแม่ คนที่รัก
ห่วงการงาน ภาระหน้าที่ ที่ต้องดู
ห่วงตัวเอง อนาคต ไม่รู้เลย
ห่วงทรัพย์สิน สมบัติ ผลัดกันชม
ห่วงภาพลักษณ์ สิ่งตม ในใจคน
ห่วงชื่อเสียง เกียรติใด ที่กล่าวถึง
ห่วงลูกรัก เติบใหญ่ จะเป็นใย
ห่วงว่าตนจากไป ผู้ใดจะเป็นอยู่เฉกเช่นไร
ห่วงจนลืม ว่า จากเป็น จากตายมิต่างกัน
พอตายจาก ลาลับโลก ก็สูญสิ้น
คนอันที่เป็นสุดที่รัก ที่เคยห่วง ก็อยู่ได้ด้วยตัวเอง
การงานก็มีคนรับช่วงต่อ
ไม่ว่าจักดีหรือแย่ ก็จักต้องเผชิญเอง
ไม่มีสิ่งใดอยู่ได้ ค้ำจุนโลก
มีแต่เกิดดับอยู่ทุกกาล
ที่แห่งนี้มีมนุษย์เกิดมากี่ชั่วกัลป์
จิตมนุษย์ก็ยั่งติดวนไปในวัฏสังสาร
เพราะติดบ่วงวนไปมาในจิตเอย
ติดรสรัก รสสัมผัส รสรับรู้
จนลืมดู ว่าสุดท้าย อะไรคือของจริง
วิวทัศน์สวยงามนัก ไปประจักษ์ยืนดู หลับตาก็หายไป
อร่อยนัก ชิมไปสุดทาง ก็หยุดที่คอ
ผู้คนสวยหล่อ ต้องตาตรึงใจ สุดท้ายก็ความตายอยู่เบื้องหน้า
สัมผัสที่ชอบ พอผละออก รสสัมผัสก็จักหาย
เสียงไพเราะ เสนาะหูนัก มันผ่านมาและผ่านไป
แล้วสิ่งใดที่ผู้คนหลงชอบนัก มันเปลี่ยนไปอยู่ชั่วกาล
มันแปรเปลี่ยน เหลือเพียงใจมโน ที่หลงติดในรสสุข
เฝ้าคนึงอยากมี อยากได้ เสพสุขอีก
จนหลงลืม ความตาย อยู่เบื้องหน้า
หลงลืมสิ่งผ่าน หายไป ทุกวินาที
กายหยาบนี้ แค่ร่างเพียงชั่วคร่าว
สะสมบุญ สะสมความดี ไว้เป็นนิจนิรันดร์เทอญ
จงเป็นตัวเอง แบบที่ตัวเองเป็น
ไม่มีสิ่งใดทำร้ายกันได้ ถ้าเราเข้าใจในทุกคน และให้อภัยทุกคน
คำพูดหนึ่งคำ มีความหมายซ่อนอยู่ในหนึ่งคำ
บางครั้งคนเราอาจจะไม่ทันได้คิดว่า สิ่งที่เราพูดมันทำร้ายจิตใจของใคร
เราอาจจะไม่ทันได้คิดว่า สิ่งเหล่านั้นกระทบกับจิตใจของใคร
เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า เบื้องลึกความคิดของใคร คิดอย่างไร
เจตนาในความคิดและการกระทำ ผู้คนไม่ได้เข้าใจไปสะหมด
การตีความ การสื่อ ถ้าเราไม่สามารถเข้าใจ เจตนาของคนพูดได้
บางครั้ง คำพูดที่เราไม่อยากได้ยิน กิริยาที่เราไม่อยากเห็น
อาจจะหลุดออกมาจาก คนที่เรารู้สึกดีมากก็เป็นไปได้
และถ้าเราเปลี่ยนทุกสิ่งตรงหน้าเป็นความเข้าใจ
และย้อนมองถึงสิ่งที่ฝ่ายตรงข้าม พูดกลับมา
เราต้องย้อนแย้งถามในตัวเองกลับไปว่า ตัวเราพูดคำใดให้เค้าเป็นแบบนั้น
แทนที่จะโกรธเค้า แทนที่จะน้อยใจตัวเองที่ทำร้ายคนอื่นโดยไม่รู้ตัว
แทนที่จะรู้สึกด้อยค่า ไม่มีความหมาย ไม่ได้รับการยอมรับจากคนใกล้ชิด
เปลี่ยนความรู้สึกเหล่านั้นเป็น บทเรียน หรือครูสอนให้เรารู้จักระวังงคำพูด
รู้จักว่า ข้อเสีย ข้อด้อยของตัวเองอยู่ตรงไหน
แล้วเอาสิ่งเหล่านั้นมาปรับปรุงตัวเราเอง
เราไม่ต้องมองสิ่งที่ใครกระทำกับเราด้วยความรู้สึกไม่ดี
แต่จงมองด้วยความรู้สึกที่เราต้องปล่อยวางให้เป็น
ฝึกเข้าใจตัวเอง และฝึกเข้าใจคนอื่น
รู้จักหลีกหนีก่อนที่จะเกิดปัญหา
รู้จักดูท่าทีของคนอื่นให้เป็น ว่าแต่ละคนอยู่ในโหมดไหน
ภัยจะไม่เกิด ถ้าเราไม่วิ่งไปหาภัยเอง
ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง แม้บางครั้งเหตุผลของแต่ละคนอาจจะงี่เง่ามากก็ตาม
อย่าหาเหตุผลกับทุกเรื่องเลย ไม่งั้นเราจะเป็นคนไม่รู้จักปล่อยผ่านนะ
ทุกคนมีข้อดีในตัวเอง พร้อมกับข้อเสียในตัวเอง
จงรู้จักมองข้ามข้อเสียของคนอื่นเสีย แล้วนึกถึงสิ่งดีๆ ที่เราเคยได้รับจากผู้คน
ไม่มีใครทำร้ายเราได้ ถ้าเราไม่ไปรับมีดอันนั้นมากรีดหัวใจเราเอง
จงเชื่อมั่นในตัวเอง แม้จะไม่มีใครเชื่อเลยก็ตาม
ไม่มีใครรู้จักตัวเราดีเท่ากับเราเอง
อย่าให้ใครมาตีค่าตัวเราว่าเป็นอย่างไร
อย่าให้ใครอื่นมาตีคุณค่าตัวเรา
ใครอื่นมองคือมุมมองของเค้า ใช่ดวงจิตเราที่เป็นอย่างนั้น
ใครอื่นมองมีทั้งมองดี และมองแย่ สนใครอื่นทำไม
สิ่งที่เราควรสนคือ ใจของเรา จะไปในทางทิศไหน บวกหรือลบ
ถ้าเรายังสนกับความคิดผู้คนต่อตัวเรา
แสดงว่า เรายังต้องการคุณค่าที่คนอื่นมาตีวัดในตัวเรานั่นเอง
เราตีวัดคุณค่าในใจเราเองได้
เราเลือกได้ว่าการกระทำสิ่งไหนคือสิ่งที่ดีกับตัวเรา
เราเลือกได้ว่าเราควรอยู่ที่ตรงไหน แล้วจะไม่ทำร้ายตัวเราเอง
เราเลือกได้ ว่าจะให้คุณค่ากับใคร และคำพูดไหน
สิ่งไหนที่เราเป็น สิ่งไหนที่เราคิดว่าเราทำดีแล้ว ก็จงเชื่อในตัวเองและทำต่อไป
สิ่งไหนที่เราเป็น แล้วเรายังกระทำไม่ดี ก็ปรับปรุง เปลี่ยนนิสัยเสีย
ปรับสิ่งที่ไม่ดี ให้กลับกลายเป็นสิ่งที่ดี ในอนาคตกาล
ปรับสิ่งที่ดีอยู่แล้ว ให้ดีกว่าเดิม ในแบบที่เราเป็นเรา
จงรู้จักรักตัวเองให้เป็น เข้าใจในทุกสิ่งที่เราคิด และกระทำ
ไม่มีการกระทำใดเหนืออื่นใด กว่าตัวเราอีกแล้วละ
เดินต่อไป แบบเชื่อมั่นในตัวเองต่อนะ
เพราะไม่มีใครรู้จักตัวเราเท่ากับตัวเองอีกแล้วละ
..............................................................
บันทึกโดย น้องใหม่
วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561
สติกเกอร์ไลน์กับวันมึนๆ
อยู่ๆ พี่ก็ทักมา หนึ่งคน ซื้อ สติกเกอร์ไลน์ให้ด้วยสิ
พี่อีกคนก็ทักมา ซื้อสติกเกอร์ให้ด้วยเอารุ่นนี้
งงเล็กน้อย โผล่มากันยังไง 555
เลยได้ความว่า แม่ไปเล่นสติกเกอร์ กับพี่สาวทั้ง 2 คน
แล้วพี่สาวทั้ง 2 ก็งงว่า ทำไมแม่มีสติกเกอร์น่ารักๆ เต็มไปหมด
ได้ความว่ามา เราเป็นคนซื้อให้ เลยมาทักให้เราซื้อให้ 55
วันนี้สติกเกอร์ไลน์ลดราคา
ไล่ซื้อแจกทุกคนจนพ้อยไลน์หมดเลย
แต่ก็ดีนะ แจกแม่ พี่ เพื่อนที่น่ารัก ลูกศิษย์ที่เคยคิดจะให้รางวัล
ก็ถือแจกทีเดียวเลย
เพื่อนคงงง ส่งมาทำไม อารมณ์ไหน ประมาณนั้น
ฮ่าๆ ส่วนพี่สาว คุณแม่ ได้ไปก็เล่นสติกเกอร์กันใหญ่เลย
สนุกกันใหญ่เลย ความสุขเล็กๆน้อยๆ ของฉัน
---------------------------------------
บันทึกโดย น้องใหม่
พี่อีกคนก็ทักมา ซื้อสติกเกอร์ให้ด้วยเอารุ่นนี้
งงเล็กน้อย โผล่มากันยังไง 555
เลยได้ความว่า แม่ไปเล่นสติกเกอร์ กับพี่สาวทั้ง 2 คน
แล้วพี่สาวทั้ง 2 ก็งงว่า ทำไมแม่มีสติกเกอร์น่ารักๆ เต็มไปหมด
ได้ความว่ามา เราเป็นคนซื้อให้ เลยมาทักให้เราซื้อให้ 55
วันนี้สติกเกอร์ไลน์ลดราคา
ไล่ซื้อแจกทุกคนจนพ้อยไลน์หมดเลย
แต่ก็ดีนะ แจกแม่ พี่ เพื่อนที่น่ารัก ลูกศิษย์ที่เคยคิดจะให้รางวัล
ก็ถือแจกทีเดียวเลย
เพื่อนคงงง ส่งมาทำไม อารมณ์ไหน ประมาณนั้น
ฮ่าๆ ส่วนพี่สาว คุณแม่ ได้ไปก็เล่นสติกเกอร์กันใหญ่เลย
สนุกกันใหญ่เลย ความสุขเล็กๆน้อยๆ ของฉัน
---------------------------------------
บันทึกโดย น้องใหม่
วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561
บันทึกความสุข ยามค่ำคืน
ในขณะเดินออกไปซื้อของยามดึกกันค่ำคืน
ลั่นล้าด้วยความสุขสุนทรีย์ ในนอกบ้าน ยามวิกาล
ความรู้สึกดีๆ มีความสุข กับลมพัดโซยเบาๆ แตะต้องในร่างกาย
เสียงเพลงแนวคันทรี ดนตรีคลาสสิค เบาๆ ก้องเข้าหู
มันช่างไพเราะเสนาะหู กับอารมณ์ในตัวเรา
ความสุขเพลินเพลินดระหว่างทางเดิน
ความสุขในการเดินเลือกซื้อของยามค่ำคืน ที่ผู้คนบางตา
มันช่างสบายจิต สบายใจเสียจริงเชียว
ได้อารมณ์เหมือนในหนัง แนวอเมกันเลย
เลือกซื้อของเสร็จเดินผ่านร้านค้า เดินผ่านยาม
เดินเข้าหมู่บ้าน เดินไปเรื่อยๆจนเข้าบ้าน
และลุกมือคว้านหาน้ำแข็ง ใส่เป็ปซี่ยามดึก ดื่ม กับส่าหร่ายทอดกรอบ
ดูซีรี่ย์เพลินๆ ทำไมมันช่างสบายใจ สบายจิตแบบนี้
ความรู้สึกกังวลใดใด ช่างไม่มี มันเพลิดเพลินเหลือเกิน
ดูหนังจนดึก ตีหนึ่ง ตาก็ยังไม่ง่วงเลย
ตื่นเช้ายังอารมณ์สุนทรีย์ อืม..... หรือเราจะมีความสุขมากเกินไป
เริ่มจะกลัวอ้วน 55 เป็ปซี่ยามดึก ไม่ทันกาลมันแล้วละ
ตอนเช้าสลัดผัก กินเบาๆรองท้อง
ต้องงดไอติมชั่วคราว แม้จะมีอยู่เต็มตู้เย็นให้หยิบได้โดยยง่ายดาย
แต่ก็ต้องระงับจิตใจเราให้หยุดนิ่งให้จงได้
มิฉะนั้น ตัวเราอ้วนแน่ๆ สุขภาพเสียอีกตะหาก รับไขมันมากเกินไป
ฮ่าๆ อารมณ์ดี มีความสุข แต่ก็ต้องเลือกที่จะทานด้วย
ไม่งั้น ภัยร้ายสุขภาพวิ่งเข้ามาหาแบบไม่รู้ตัวจริงๆ
นึกแล้วก็อดขำกับตัวเองไม่ได้จริงๆ
ป่ะ กลับสู่โหมด ทำงาน ต่อละ
ความสุขเล็กๆสำหรับฉัน
......................................................
เขียนโดย น้องใหม่
ลั่นล้าด้วยความสุขสุนทรีย์ ในนอกบ้าน ยามวิกาล
ความรู้สึกดีๆ มีความสุข กับลมพัดโซยเบาๆ แตะต้องในร่างกาย
เสียงเพลงแนวคันทรี ดนตรีคลาสสิค เบาๆ ก้องเข้าหู
มันช่างไพเราะเสนาะหู กับอารมณ์ในตัวเรา
ความสุขเพลินเพลินดระหว่างทางเดิน
ความสุขในการเดินเลือกซื้อของยามค่ำคืน ที่ผู้คนบางตา
มันช่างสบายจิต สบายใจเสียจริงเชียว
ได้อารมณ์เหมือนในหนัง แนวอเมกันเลย
เลือกซื้อของเสร็จเดินผ่านร้านค้า เดินผ่านยาม
เดินเข้าหมู่บ้าน เดินไปเรื่อยๆจนเข้าบ้าน
และลุกมือคว้านหาน้ำแข็ง ใส่เป็ปซี่ยามดึก ดื่ม กับส่าหร่ายทอดกรอบ
ดูซีรี่ย์เพลินๆ ทำไมมันช่างสบายใจ สบายจิตแบบนี้
ความรู้สึกกังวลใดใด ช่างไม่มี มันเพลิดเพลินเหลือเกิน
ดูหนังจนดึก ตีหนึ่ง ตาก็ยังไม่ง่วงเลย
ตื่นเช้ายังอารมณ์สุนทรีย์ อืม..... หรือเราจะมีความสุขมากเกินไป
เริ่มจะกลัวอ้วน 55 เป็ปซี่ยามดึก ไม่ทันกาลมันแล้วละ
ตอนเช้าสลัดผัก กินเบาๆรองท้อง
ต้องงดไอติมชั่วคราว แม้จะมีอยู่เต็มตู้เย็นให้หยิบได้โดยยง่ายดาย
แต่ก็ต้องระงับจิตใจเราให้หยุดนิ่งให้จงได้
มิฉะนั้น ตัวเราอ้วนแน่ๆ สุขภาพเสียอีกตะหาก รับไขมันมากเกินไป
ฮ่าๆ อารมณ์ดี มีความสุข แต่ก็ต้องเลือกที่จะทานด้วย
ไม่งั้น ภัยร้ายสุขภาพวิ่งเข้ามาหาแบบไม่รู้ตัวจริงๆ
นึกแล้วก็อดขำกับตัวเองไม่ได้จริงๆ
ป่ะ กลับสู่โหมด ทำงาน ต่อละ
ความสุขเล็กๆสำหรับฉัน
......................................................
เขียนโดย น้องใหม่
คำพูดสั้นๆ เพียงบางคำ มันทำร้ายความรู้สึกกันได้
คำพูดสั้นๆ เพียงบางคำ มันทำร้ายความรู้สึกกันได้
และคำพูดก็ส่อให้เห็นถึงความคิดและจิตใจที่อยู่ภายในของใจคนเรา
สิ่งที่จะสอนเราได้อีกหนึ่งสิ่งคือการปล่อยผ่าน
เก็บคำดูถูก ถึงแม้เค้าจะไม่รู้อะไรเลยว่าพูดอะไรออกมา
และไม่รู้ด้วยว่าเรากำลังทำสิ่งใดอยู่
แต่มันทำให้ตัวเรารู้ว่าเราจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมีพลังอย่างไร
เราจะไม่พูดอะไรมากมาย เพราะนั่นเป็นเพียงลมปาก
แต่เราจะสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์และสิ่งนั้นที่จะพูดแทนเรา
อะไรที่เคยพูดถึงเราในวันนี้ เราจะจดจำไว้ ว่าผู้คนมองเราในแบบไหน
คำพูดเป็นนายเรา
จงมีสติที่จะคิดว่า สิ่งที่เราจะพูด มีประโยชน์กับใคร
จงมีสติที่จะคิดว่า สิ่งที่เราจะพูด จะกระทบกับใคร
จงมีสติที่จะคิดว่า สิ่งที่เราจะพูด ทำร้ายจิตใจใครหรือไม่
จงมีสติที่จะคิดว่า สิ่งที่เราจะพูด ว่าจะทำร้ายเราหรือเปล่า
เรื่องบางเรื่อง ถึงรู้ก็ควรเงียบ แกล้งโง่ให้เป็น
เรื่องบางเรื่อง อยากรู้แต่ไม่ใช่เรื่องของเรา ก็ไม่ควรถาม
เรื่องบางเรื่อง ควรรู้ว่าเป็นพื้นที่ระบาย ก็ไม่ควรส่งต่อ
เรื่องบางเรื่อง คนเดือดร้อน ก็ทำได้แค่ชี้นำ ไม่ควรดึงทุกข์เค้ามาใส่ตัวเรา
ทุกคนมีชีวิตของตัวเอง
ทุกคนมีทางเดินของตัวเอง
ทุกคนมีวิถีในแบบฉบับตัวเอง
จงระวังคำพูด การกระทำ เมื่ออยู่กับผู้คน
จงนิ่งให้เป็น จงเงียบให้เป็น
จงรู้จักหยุด เมื่อความอยากครอบงำ
จงรู้จักหลีก เมื่อภัยจะมาเยือน
จงรู้จักอยู่ให้เป็น
คิดก่อนพูด คิดก่อนทำ คิดก่อนจะได้มีสติและรู้จักตัวเอง
จะได้ไม่เผลอไปทำร้ายความรู้สึกของใคร โดยไม่รู้ตัว
---------------------------------------------------------
เขียนโดย น้องใหม่
วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561
แว่วเสียงในความคิด
แว่วเสียงในความคิด
แว่วเสียงในความฝัน
แว่วเสียงในความทรงจำ
มันย้อนมโนภาพในหัวเรา
เราไม่อาจจะตอบได้ในทุกความรู้สึก
เราไม่อาจจะตอบได้ในทุกความนึกคิด
เราไม่อาจตอบได้ในทุกเสียงที่สะท้อนออกมา
ได้แต่ยิ้มและเข้าใจว่าทุกสิ่งกำลังทำหน้าที่ในตัวมันเอง
บางครั้งมุมเล็กๆที่เราเผลอพลาดพลั้งดูไม่ทัน
บางครั้งเพียงเศษเสี้ยวความทรงจำที่โผล่มา
บางครั้งเสียงเล็กๆที่ผุดออกมาไม่ทันได้ตั้งตัว
อารมณ์น้อยๆคล้อยเคลื่อนไหวไปกับจิต
อารมณ์ความคิดไหลเวียนไปในหัว
อารมณ์มืดมัวเข้าแทรกแซงไม่รู้ตัว
ความขุ่นมัวพุ่งเข้าจิตโดยพลันเอย
จิตน้อยๆเรียกสติคืนกลับมา
จิตเพรียกหาความฟุ้งซ่านเสียซึ่งจิต
จิตแพ่งคิดนึกถามย้อนไปมา
ด้วยสัญญาใดใดที่เคยผ่าน
ด้วยซึ่งกาลเวลาที่ผ่านพ้น
จิตมัวค้นอดีตอยู่ในใจ
จนลืมไปทุกสิ่งผ่านไปแล้ว
สติหนอเรียกกลับในยามนี้
สิ่งใดมีสิ่งใดดับปัจจุบันกาล
พึงเห็นผ่านโดยจิตสติเอย
..................................
เขียนโดย น้องใหม่
แว่วเสียงในความฝัน
แว่วเสียงในความทรงจำ
มันย้อนมโนภาพในหัวเรา
เราไม่อาจจะตอบได้ในทุกความรู้สึก
เราไม่อาจจะตอบได้ในทุกความนึกคิด
เราไม่อาจตอบได้ในทุกเสียงที่สะท้อนออกมา
ได้แต่ยิ้มและเข้าใจว่าทุกสิ่งกำลังทำหน้าที่ในตัวมันเอง
บางครั้งมุมเล็กๆที่เราเผลอพลาดพลั้งดูไม่ทัน
บางครั้งเพียงเศษเสี้ยวความทรงจำที่โผล่มา
บางครั้งเสียงเล็กๆที่ผุดออกมาไม่ทันได้ตั้งตัว
อารมณ์น้อยๆคล้อยเคลื่อนไหวไปกับจิต
อารมณ์ความคิดไหลเวียนไปในหัว
อารมณ์มืดมัวเข้าแทรกแซงไม่รู้ตัว
ความขุ่นมัวพุ่งเข้าจิตโดยพลันเอย
จิตน้อยๆเรียกสติคืนกลับมา
จิตเพรียกหาความฟุ้งซ่านเสียซึ่งจิต
จิตแพ่งคิดนึกถามย้อนไปมา
ด้วยสัญญาใดใดที่เคยผ่าน
ด้วยซึ่งกาลเวลาที่ผ่านพ้น
จิตมัวค้นอดีตอยู่ในใจ
จนลืมไปทุกสิ่งผ่านไปแล้ว
สติหนอเรียกกลับในยามนี้
สิ่งใดมีสิ่งใดดับปัจจุบันกาล
พึงเห็นผ่านโดยจิตสติเอย
..................................
เขียนโดย น้องใหม่
วันอังคารที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2561
สวัสดี พื้นที่ของฉัน
สวัสดี โลกเล็กๆ ที่ฉันสรรค์สร้างในบล๊อคพื้นที่แห่งนี้
เป็นเรื่องราว ความรู้สึก ความนึกคิดในแต่ละช่วงเวลา
เป็นพื้นที่ ที่อยากจะเก็บเรื่องราวดีๆ
และความทรงจำ ความรู้สึกต่างๆ ที่ผ่านพ้นไป
ให้ออกมาเป็นตัวอักษร ไว้มาอ่านในช่วงเวลาที่เดินผ่านไป
ขอแนะนำตัวเองในนามชื่อ "น้องใหม่"
ใครหลายคนเรียกฉันว่าแบบนี้
ใครชอบสิ่งที่ฉันสรรค์สร้าง งานเขียนของฉัน
ขอบคุณนะคะ
น้องใหม่
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)



